กำเนิดขององค์สหประชาชาติ

การจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเจราจาปรึกษาหารือกันระหว่างประเทศพันธมิตรหลายครั้งด้วยกัน แต่ละครั้งประเทศพันธมิตรได้ทำความตกลงกันในหลักการสำคัญๆ ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ

1. คำประกาศจากพระราชวังเซนต์ เจมส์
วันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) ซึ่งเป็นเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังดำเนินอยู่ ผู้แทนของประเทศพันธมิตร คือ อังกฤษ (สหราชอาณาจักร) แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหภาพแอฟริกาใต้ และผู้แทนรัฐบาลพลัดถิ่น 8 ประเทศ ได้ไปประชุมกันที่พระราชวังเซนต์ เจมส์ ณ กรุงลอนดอน เพื่อปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับนโยบายที่จะทำสงครามเอาชัยชนะต่อข้าศึก ในขณะเดียวกันที่ประชุมได้พิจารณาถึงปัญหาการดำรงชีวิตไว้ซึ่งสันติภาพตลอดจนความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตด้วย ผู้แทนประเทศต่างๆ ได้ลงนามในคำประกาศซึ่งเรียกกันต่อมาว่า “คำประกาศจากพระราชวังเซนต์ เจมส์”

2. กฎบัตรแอตแลนติก
หลังจากออกคำประกาศจากพระราชวังเซนต์ เจมส์ แล้วประธานาธิบดีโรสเวลต์ แห่งสหรัฐอเมริกาและนายวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้ไปเจราจาหารือกันเกี่ยวกับสันติสุขของโลกในอนาคตบนเรือออกัสตา (Augusta) ซึ่งจอดอยู่นอกฝั่งหมู่เกาะนิวฟันแลนด์ ในมหาสมุทรแอตแลนติก รัฐบุรุษทั้งสองท่านได้ร่วมกันประกาศ “กฎบัตรแอตแลนติก” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.1941 (พ.ศ.2484) กฎบัตรแอตแลนติกนี้เป็นคำประกาศหลักการร่วมกันในการที่จะสถาปนาสันติสุขของโลกในอนาคต สาระสำคัญของกฎบัตรแอตแลนติก มีดังต่อไปนี้คือ
1. ประเทศทั้งสองจะส่งเสริมให้มวลมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาได้รับความมั่นคงปลอดภัยพ้นจากการรุกราน
2. ประเทศทั้งสองจะส่งเสริมให้มนุษย์ทุกชาติทุกภาษามีเสรีภาพที่จะเลือกการปกครองแบบใดแบบหนึ่งตามที่ตนปรารถนา
3. ประเทศทั้งสองจะส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ มีสิทธิเท่าเทียมกันในด้านการพาณิชย์และการแสวงหาวัตถุดิบที่แต่ละประเทศประสงค์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของตนให้มั่นคง
4. ประเทศทั้งสองประสงค์จะให้ประเทศต่างๆมีเสรีภาพในการใช้ทะเลหลวงและมหาสมุทร
5.ประเทศทั้งสองประสงค์ที่จะให้ชาติต่างๆร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมค่าแรงงานและปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพของกรรมกรให้ดีขึ้น
6.ประเทศทั้งสองมีเจตจำนงที่จะให้ทุกประเทศเลิกใช้กำลังประหัตประหารกัน
ต่อมารัฐบาลต่างๆ 10 ประเทศได้รับรองกฎบัตรแอตแลนติกและให้คำมั่นว่าจะร่วมมือด้วยอย่างเต็มที่ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกฎบัตรดังกล่าว ขณะนั้น เป็นระยะเวลาที่สหรัฐอเมริกายังมิได้เข้าสู่สงคราม ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะให้ความร่วมมือดำเนินการต่างๆ เพื่อสันติสุขของโลก

3. คำประกาศแห่งสหประชาชาติ
คำว่า “สหประชาชาติ” เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในเอกสารที่เรียกว่า “คำประกาศแห่งสหประชาชาติ หรือ ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติ” กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ร่างคำประกาศดังกล่าว สี่มหาอำนาจคือ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหภาพโซเวียต และจีน ได้ร่วมลงนามในคำประกาศแห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1942 (พ.ศ.2485) ต่อมา ประเทศพันธมิตรอีก 24 ประเทศได้ลงนามรับรองด้วย
ตามคำประกาศฉบับนี้ ทุกประเทศที่ร่วมลงนามพากันให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามความมุ่งหมายและหลักการของกฎบัตรแอตแลนติก จะดำเนินการสงครามต่อไปอย่างเต็มกำลังจนกว่าจะได้ชัยชนะและจะไม่แยกกันทำสนธิสัญญาสันติภาพ

4. การประชุมที่กรุงมอสโคและกรุงเตหะราน
วันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.1943 (พ.ศ.2486) อังกฤษ จีน สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมาประชุมกันเกี่ยวกับการสงครามได้ออกคำประกาศกรุงมอสโก แสดงถึงเจตจำนงที่จะสร้างองค์การใหญ่ระหว่างประเทศขึ้นองค์การหนึ่ง โดยยึดหลักอธิปไตย ความเสมอภาค และการที่แต่ละรัฐใฝ่ใจในสันติสุขเป็นมาตรฐาน และจะเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ ซึ่งมีคุณสมบัติดังกล่าวไม่ว่าใหญ่หรือเล็กเข้าเป็นสมาชิก ทั้งนี้เพื่อช่วยกันผดุงรักษาสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัยระหว่างประเทศไว้
อีกหนึ่งเดือนต่อมา โรสเวลต์ สตาลิน และเชอร์ชิลล์ ได้ไปประชุมกันอีกครั้งที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน การประชุมครั้งนี้นำไปสู่การออกคำประกาศยืนยันความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งองค์การโลกขึ้น

5. โครงการดัมบาร์นันโอกส์ (The Dumbarton Oaks Plan)
หลังจากการประชุมที่กรุงมอสโคประมาณสองเดือน โรสเวลต์ สตาลินและเชอร์ชิลล์ ได้ไปประชุมกันอีกครั้งที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน รัฐบุรุษทั้งสามท่านนี้ได้ออก คำประกาศกรุงเตหะราน ยืนยันความเชื่อมั่นในสันติภาพและความตระหนักในหน้าที่ที่ตนและประเทศทั้งหลายนี้จะรับผิดชอบในการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก
การประชุมดังกล่าวมีผลนำไปสู่การประชุมครั้งใหญ่ที่คฤหาส์นดัมบาร์ตันโอกส์ ณ กรุงวอชิงตัน ระหว่างวันที่ 14 สิงหาคม ถึงวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1944 (พ.ศ.2487) ผู้แทนสหรัฐอเมริกา อังกฤษ จีน สหภาพโซเวียตได้ร่างข้อเสนอดัมบาร์ตันโอกส์ขึ้น ข้อเสนอนี้เป็นโครงการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในนามว่า องค์การสหประชาชาติ

6. การประชุมที่เมืองยัลตา
โรสเวลต์ เชอร์ชิลล์ และสตาลิน ได้ไปประชุมกันอีกครั้งหนึ่งที่เมืองยัลตา ในคาบสมุทรไครเมีย ระหว่างเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 (พ.ศ.2488) เพื่อพิจารณาการยึดครองเยอรมนีเมื่อสงครามยุติแล้ว ในระหว่างการประชุมนี้ ได้มีการพิจารณาโครงร่างสหประชาชาติ หรือข้อเสนอดัมบาร์ตันโอกส์ด้วย ในที่สุดที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ว่าประเทศมหาอำนาจทั้งสามและพันธมิตร จะดำเนินการสถาปนาองค์การระหว่างประเทศขึ้นโดยเร็วที่สุด และจะจัดให้มีการประชุมครั้งใหญ่ที่นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมกันจัดทำกฎบัตรขององค์การสหประชาชาติต่อไป

7. การประชุมที่นครซานฟรานซิลโก
การประชุมที่นครซานฟรานซิสโกได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488) มีผู้แทนของประเทศต่างๆ 51 ประเทศเข้าร่วมประชุม เพื่อพิจารณาร่างกฎบัตรสหประชาชาติ การประชุมครั้งนี้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488) ซึ่งเป็นวันที่ที่ประชุมได้ลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์รับรองกฎบัตรนี้ วันรุ่งขึ้น ผู้แทนประเทศต่างๆได้ลงนามในกฎบัตรแห่งองค์การ หลังจากนี้ประเทศส่วนใหญ่ที่ร่วมลงนามได้สัตยาบันในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1945 (พ.ศ. 2488)
จึงถือว่าวันที่ 24 ตุลาคม เป็นวันสหประชาชาติ และจัดให้มีการเฉลิมฉลองกันทุกปีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

http://www.bp-smakom.org/bp_school/social/Org-Inter/History-Un.htm

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s