อารยธรรมสำคัญของโลกตะวันตก

อารยธรรมโรมัน

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน อารยธรรมโรมันมีแหล่งกำเนิดจากบริเวณคาบสมุทรอิตาลี ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีป โดยมีลักษณะเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ปประเทสส่วนใหญ่เป็นภูิเขาและเนินเขา ที่ราบชายฝั่งทะเลที่ราบลุ่มไทเบอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงโรมปัจจุบัน ลักณะภูมิประเทศบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรเป็นที่ราบเล็กๆ จึงทำให้การตั้งถิ่นฐานของชุมชนอยุ่อย่างกระจัดกระจายเป็นชุมชนเล็กๆ พื้นที่การเกษตรจึงมีไม่มากนัก

240px-italy_1796

อารยธรรมโรมันสมัยประวัติศาสตร์
ชาวโรมันมีความเชื่อตามตำนานว่า กรุงโรมสถาปนาขึ้นบนเนินเขา 7 ลูก ตามหลักฐานทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ยืนยันว่าบริเวณที่ตั้งของกรุง โรมในปัจจุบันมีพวกอัทรัสหัน และเมื่ออพยพเข้ามาในแหลมอิตาลีก็ได้นำความรู้ความเชื่อในเรื่องศาสนาของกรี ก ศิลปการแกะสลัก การทำเครื่องปั้นดินเผา อักษารกรีก การหล่อทองแดงและบรอนซ์ ต่อมาพวกเพลเบียนได้มีอิทธิพลออกกกหมายร่วมกับพวกพาทรีเชียน เป็นการออกประมวลกฏหมายเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโรมัน เรียกว่า “กฏหมายสิบสองโต๊ะ”

greece_augustus

ชาวโรมันได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมกรีกทั้งทางตรงและทางอ้อม ชาวโรมันไม่นิยมสร้างวิหารขนาดใหญ่ถวายเทพเจ้าอย่างกรีก แต่กลับสร้างอาคารต่างๆ เพื่สนองความต้องการของรัฐและประโยชน์ใช้สอยของสาธารณชน เช่น สร้างโรงมหรสพขนาดใหญ่จุผู้ชมได้ถึง 67,000คน เรียกว่า “โคลอสเซียม”

อารยธรรมกรีก

จจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน

อารยธรรมกรีกกำเนิดบนผืนแผ่นดินบริเวณที่ราบชายฝั่งทะเลอีเจียน และบริเวณหมู่เกาะต่างๆในทะเลอีเจียน สภาพภูมิประเทศของดินแดนกรีซเต็มไปด้วยภูเขาและเนินเขาซึ่งแบ่งแผ่นดิน กรีซออกเป็นที่ราบหุบเขามากมาย ภูเขาจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการติดต่อระหว่างผู้คนที่อาศัยตามที่ราบหุบเขา ต่างๆ หมู่บ้านตามหุบเขาจึงปกครองเป็นอิสระต่อกัน สภาพการเมืองในดินแดนกรีซจึงมีลักษณะแตกแยกเป็นรัฐเล็กๆ มากมาย ดินส่วนใหญ่ของกรีซเป็นดินขาดความอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำในกรีซเป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ในฤดูที่มีน้ำไหลมากน้ำจะไหลเชี่ยวและพัดเอาดินที่อุดมสมบูรณ์ไป พื้นที่ราบตามหุบเขาแม้มีความอุดมสมบูรณ์แต่มีพื้นที่ขนาดเล็กไม่สามารถเพาะ ปลูกได้มากนัก สภาพภูมิศาสตร์กรีซจึงไม่สามารถผลิตพืชผลเพียงกับจำนวนพลเมือง แต่ดินแดนกรีซส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายแหลมยื่นไปในทะเล ชายฝั่งทะเลสามารถใช้เป็น อ่าวธรรมชาติสำหรับจอดเรือได้เป็นอย่างดี ดินแดนคาบสมุทรกรีซ เป็นดินแดนที่มีทรัพยากรธรรมชาติพอสมควร ได้แก่ เหล็ก ทอง หินอ่อน สภาพสังคมและวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตนเอง

อารยธรรมกรีกสมัยก่อนประวัติศาสตร์

หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบได้ในบริเวณที่ราบในแค้วนทางภาคเหนือ ภาคกลางและคาบสมุทรกรีซ มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในดินแดนกรีซ พบเครื่องมือ เครื่องใช้ทำก้อนหิน เครื่องปั้นดินเผามีลวยลายประดับและมีคุณภาพ ผู้คนในดินแดนนี้ดำรงชีวิตด้วยการกสิกรรมเป็นหลัก ลักษณะสิ่งก่อสร้างบางแหล่งมีลักษณะคล้ายป้อมการ สันนิษฐานว่าอาจมีการจัดระเบียบการปกครองในชุมชนกันแล้ว ในราว 3,00-2,000 ปี ก่อนคริศต์ศักราช บนเกาะครีตในทะเลอีเจียนรู้จักใช้โลหะ ได้แก่ ทองแดง สำริด ซึ่งเข้าใจว่าคงรับมาจากอารยธรรมอียิปต์โบราณ เนื่องจากเกาะครีตตั้งอยู่ตอนใต้สุดของกรีซ ซึ่งใต้เกาะครีตลงไป คือ โดยมีทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ระหว่างกลาง

clip_image0021

อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับการตั้งถิ่นฐาน

อารยธรรมเมโสโปเมเมีย กำเนิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกริสและแม่น้ำยูเฟรทีส เป็นแหล่งอารยธรรมแห่งแรกของโลก บริเวฯนี้เป็นเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางอาณาบริเวณที่เป็นทะเลทรายและเขตภูเขา แม่น้ำทั้งสองไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวเปอร์เซีย ดินแดนเมโสโปเตเมียเป็นดินแดนที่ควบคุมอาณาเขตกว้างขวาง พื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้ำมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบสูงกว่าตอนใต้ และจะลาดต่ำลงมายังพื้นที่ราบลุ่มตอนล่าง พื้นที่ตอนบนของลุ่มแม่น้ำจึงมีความแห้งแล้ง การกสิกรรมจะต้องใช้ระบบชลประทาน ส่วนพื้นที่่ราบลุ่มตอนล่างเป็นที่ราบต่ำเป็นที่ราบดินดอนที่อุดมสมบูรณ์ เกิดจาการทับถมของดินตะกอนที่แม่น้ำทั้งสองสายพัดเอาโคลนตมมาทับถมไว้บริเวณ ปากน้ำ ทำให้เกิดพื้นดินงอกตรงปากแม่น้ำทุกปี บริเวณนี้เรียกว่า “บาบิโบเนีย”

mesopotamia

ลักษณะภูมิอากาสของดินแดนเมโสโปเตเมีย เป็นดินดนที่มีฝนตกน้อยมาก เพราะมีภูมิอากาศเป็นแบบทะเลทรายกึ่งทะเลทราย อากาศจึงแห้งแล้ง ส่นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ดินอันอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะดินเหนีวซึ่งนำมาทำอิฐในการสร้างบ้านเรือนและศาสน สถาน ส่วนแร่ธาตุ คือ เหล็กและเกลือ

ลักษระชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในแหล่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เป็นชนหลายกลุ่มเผ่าผลัดกันมาตั้งถิ่นฐานและมีอำนาจในดินแดนแถบนี้ ได้แก่ พวกสุเมเรียน ต่อมาเป็นพวกเผ่าเซเมติก ได้แก่ แอคคัด และพวกอามอไรต์ หลักจากนั้นมีพวกอินโดอารยัน ได้แก่ พวกฮิตไทต์ และพวกเปอร์เซียน

ชาวสุเมเรียน

ชาวสุเมเรียนเป็นชนเผ่าแรกที่มีอำนาจครอบครองดินแดนเมดสโปเตเมียวึ่งอยู่ ระหว่างแม่น้ำไทกริสและแม่น้ำยูเฟรทีส ชาวสุเมเรียนเอาชนะธรรมชาติด้วยการสร้างทำนบใหญ่สองฟากฝั่งแม่น้ำ สร้างครองระบายน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ ประตูน้ำและอ่างเก็บน้ำเพื่อระบายน้ำไปยังบริเวณที่แห้งแล้งที่อยู่ไกลออกไป ชาวสุเมเรียนจึงเป็นพวกแรกที่ทำระบบชลประทานได้

วัฒนธรรมสุเมเรียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาแทบทั้งสิ้น พวกสุเมเรียนจึงนิยมสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่เรียกว่า “ซิกรูแลต” ซึ่งมีรูปร่างแบบสถาปัคยกรรมคล้ายภูเขาขนาดใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ที่ประทับของเทพเจ้าต่างๆ ซิกรูแรตสร้างด้วยอิฐตากแห้ง

พวกสุเมเรียนเป็นชนกลุ่มแรกที่รู้จักประดิษฐ์อักษรได้ราว 3,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช อักษรที่ใช้ในการบันทึกนี้เรียกว่า “อักษาลิ่ม” หรือ “คูนิฟอร์ม” อักษรลิ่มนี้นับว่าเป็นหลักฐานที่เป็นลายอักษรที่เก่าแก่ที่สุดในทางประวัติ ศาสตร์ วรรณกรรมที่สำคัญของพวกสุเมเรียน ได้แก่ มหากาพย์ กิลกาเมช เป็นเรื่องกี่ยวกับผจญภัยของวีรบุรุษที่แสวงหาชีวิตอันเป็นอมตะ พวกสุเมเรียนมีความเจริญทางด้านคณิตศาสตร์ ปฎิทิน และการชั่ง ตวง วัด

อาณาจักรบาบิโลเนีย

หลักจากที่พวกสุเมเรียนเสื่อมอำนาจลง เพราะการสงครามกับชนเผ่าอื่นที่เข้ามารุกรานและการแย่งชิงความเป็นใหญ่ใน ระหว่างพวกสุเมเรียนด้วยกันเอง ต่อมาพวกอามอไรต์ ได้ตั้งอาณาจักรบาบิโลเนียขึ้นมา มีเมืองหลวงที่มีบาบิโลน ริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรทีส อาราจักรบาบิโลเนียเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง มีการปกครองแบบรวมศูนย์ มีการเก็บภาษีอากรและการเกษฑ์ทหาร รับควบคุมการค้าต่างๆ ผลงานที่สำคัญของอาณาจักรบาบิโลเนีย ได้แก่ การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ประมวลกฏหมายกฏหมายของพระเจ้าฮัมมูราบี ประมวลกฏหมายของฮัมมูราบี ยึดถือหลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

1_original

จักรวรรดิอัสซีเรีย

ในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสต์ศักราช พวกอัสซีเรียน ได้เข้ายึดครองกรุงบาบิโลน และอาณาจักรต่างๆ ในเอเซียตะวันตก พวกอัสซีเรียนเป็นนักรบที่กล้าหาญ มีวินัย ใช้อาวุธทำด้วยเหล็ก ชาวอัสซิเรียนนิยมสร้างวังให้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารมากกว่าศาสนสถาน มรดกทางศิลปกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การล่าสัตว์ และการทำสงครามปราบปรามชนชาติต่างๆ มีการรวบรวมงานเขียนทีี่เป็นแผ่นจารึกต่างๆ ไว้ในห้องสมุดที่เมืองนิเนเวห์ ถึง 22,000แผ่น นับว่าเป็นห้องสมุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น

49300e0b980e0b894e0b989

อาณาจักรคาลเดีย

พวกคาลเดียมีการสร้างพระราชวังและวิหารขนาดใหญ่บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรทีส และเหนือพระราชวังขึ้นไปมีการสร้างสวนขนาดใหญ่เรียกว่า ” สวนลอยแห่งบาบิโลน” ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งมหศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพราะสามารถใช้ความรู้ในการชล ประทาน ทำให้สวนลอยแห่งนี้เขียวขจีได้ตลอดทั้งปี นอกจากนั้นพวกคาลเดียนในบาบิโลเนียใหม่ยังปรับปรุงด้านเกษตรกรรม และเริ่มต้นงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่่างยิ่งทางด้านดาราศาสตร์ มีการแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 120 นาที

babylon05

อารยธรรมกรีก

อารยธรรมกรีกที่เป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้ประกอบด้วยอารยธรรมหลัก 2 ส่วน ได้แก่ อารยธรรมของชาวกรีกโบราณหรืออารยธรรมเฮลเลนิก (Hellenic Civilizaton, ปี 750-336 ก่อนคริสต์ศักราช) และ อารยธรรมเฮลเลนิสติก (Hellenistic Civilization, ปี 336-31 ก่อนคริสต์ศักราช) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กรีกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิมาซิโดเนีย (Macedonia) และเป็นอารยธรรมที่ผสมผสานกับความเจริญที่รับจากดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ปัจจัยที่สำคัญที่ส่งเสริมให้เกิดอารยธรรมกรีกโดยรวม คือ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ชาวกรีกโบราณ และระบอบนครรัฐกรีก

565

ที่ตั้ง อารยธรรมกรีกเกิดขึ้นในบริเวณตอนใต้ของคาบสมุทรบอลข่านและชายฝั่งทะเลอีเจียน ซึ่งกั้นระหว่างคาบสมุทรบอลข่านและเอเชียไมเนอร์ บริเวณเหล่านี้อยู่ในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งรายรอบด้วยอารยธรรมสำคัญของโลก คืออารยธรรมอียิปต์และเมโสโปเตเมีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ใกล้กับเกาะครีตซึ่งเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมไมนวน (Minoan Civilization ประมาณปี 2000-1400 ก่อนคริสต์ศักราช) ที่เกิดจากการผสมผสานอารยธรรมของดินแดนในแถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ชาวกรีกสมัยโบราณมีโอกาสรับและแลกเปลี่ยนความเจริญด้านต่างๆ ของอารยธรรมเมโสโปเตเมียและอียิปต์จากเกาะครีต

อนึ่ง พื้นที่ในคาบสมุทรบอลข่านตอนใต้ยังประกอบด้วยภูเขาและที่ราบสูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการรวมศูนย์อำนาจปกรอง ทำให้ชาวกรีกสมัยโบราณมีการปกครองแบบนครรัฐและมักเกิดสงครามระหว่างนครรัฐ เช่น กรณีนครรัฐสปาร์ตา (Sparta) ทำสงครามรุกรานกรุงเอเธนส์ อนึ่ง กรีกยังมีพื้นที่ราบเพาะปลูกไม่มากนัก ทำให้ไม่สามารถพึ่งพาการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้เพียงอย่างเดียว แต่สภาพที่ตั้งซึ่งมีชายฝั่งทะเลและท่าเรือที่เหมาะสมจำนวนมาก ชาวกรีกจึงสามารถประกอบอาชีพประมงและเดินเรือค้าขายกับดินแดนต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งมีโอกาสขยายอิทธิพลไปยึดครองดินแดนอื่นๆ ในเขตเอเชียไมเนอร์ด้วย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดอารยธรรมต่อกัน โดยเฉพาะการนำอารยธรรมของโลกตะวันออกไปสู่ตะวันตก

ชาวกรีกโบราณ ชาวกรีกโบราณเรียกตัวเองว่า “เฮลลีน” (Hellene) เป็นพวกอินโด-ยูโรเปียนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของประเทศกรีซปัจจุบันเมื่อประมาณ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในระยะแรก กระจายอยู่เป็นเผ่าต่างๆ ในคาบสมุทรบอลข่านและเขตทะเลอีเจียน ที่สำคัญได้แก่ พวกไอโอเนียน (Ionians) และพวกไมซีเนียน (Mycenaeans) โดยทั่วไปชาวกรีกโบราณประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเดินเรือ ต่อมาเผ่าที่มีความเจริญได้ขยายอำนาจและก่อตั้งเป็นนครรัฐ ที่สำคัญได้แก่นครรัฐของพวกไมซีเนียนซึ่งยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ และมีอำนาจสูงสุดประมาณปี 1600-1100 ก่อนคริสต์ศักราช โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไมซีเนทางตอนใต้ของประเทศกรีซในปัจจุบัน พวกไมซีเนียนเป็นนักรบที่มีความเก่งกล้าสามารถยึดครองดินแดนของนครรัฐอื่นๆ รวมทั้งเกาะครีต และรับอิทธิพลของอารยธรรมต่างๆ โดยเฉพาะอารยธรรมไมนวนของชาวเกาะครีต

ต่อมาประมาณปี 1100 ก่อนคริสต์ศักราช พวกกรีกอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ดอเรียน (Dorians) ซึ่งอพยพมาจากทางเหนือและขยายอำนาจครอบครองดินแดนของพวกไมซีเนียน พวกนี้ได้สร้างนครรัฐสปาร์ตาเป็นศูนย์กลางปกครองของตน พวกดอเรียนมีความเจริญน้อยกว่าไมซีเนียนและไม่รู้หนังสือ จึงไม่มีหลักฐานที่กล่าวถึงดินแดนกรีกภายใต้อิทธิพลของพวกดอเรียนในช่วงปี 1100-750 ก่อนคริสต์ศักราชมากนัก จนกระทั่งประมาณปี 750 ก่อนคริสต์ศักราช ได้มีการประดิษฐ์อักษรซึ่งรับรู)แบบมาจากอักษรและพยัญชนะของพวกฟีนิเชียนที่เข้ามาติดต่อค้าขายในช่วงนั้น อย่างไรก็ตามแม้พวกดอเรียนจะมีอำนาจเข้มแข็งแต่ก็ไม่สามารถรวมอำนาจปกครองนครรัฐกรีกได้ทั้งหมด

33

หลักจากนครรัฐสปาร์ตาเสื่อมอำนาจ เมื่อปี 371 กาอนคริสต์ศักราช นครรัฐกีกอื่นๆ ก็พยายามรวมตัวกันโดยมีนาครรัฐทีบีส (Thebes) เป็นผู้นำ แต่ในที่สุดก็ถูกกษัตริย์ฟิลิปแห่งมาซิโดเนียซึ่งอยู่ในเขตเอเชียไมเนอร์รุกรานและครอบครองเมืื่อปี 338 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาเมื่อพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great, ปี 336-323 ก่อนคริสต์ศักราช) โอรสของพระเจ้าฟิลิปได้ปกครองจักรวรรดิมาซิโดเนีย พระองศ์ได้ขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวางจนถึงเขตลุ่มแม่น้ำสินธุและได้ครอบครองแหล่งอารยธรรมต่างๆ ของโลก ได้แก่ อียิปต์ เมโสโปเตเมีย และเปอร์เซีย จึงมีการรับความเจริญจากแหล่งต่างๆ เหล่านั้นมาผสมผสานกับอารยธรรมกรีก เรียกว่า อารยธรรมเฮลเลนิสติกตามชื่อสมัยเฮลเลนิสติก (Hellenistic) ซึ่งเริ่มตั้งแต่สมัยของพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราชจนกระทั่งสิ้นสลายเมื่อประมาณปี 146 ก่อนคริสต์ศักราช จากนั้นดินแดนกรีกได้ตกอยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมัน ความเจริญต่างๆ ที่ชาวกรีกสั่งสมไว้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมโรมัน

ระบอบนครรัฐกรีก การปกครองแบบนครรัฐของกรีกที่มีความหลากหลาย ส่งเสริมให้นครรัฐแต่ละแห่งมีโอกาสพัฒนารูปแบบและวิธีการปกครองของตนเอง นครรัฐสำคัญที่มีบทบาทพัฒนาอารยธรรมด้านการปกครอง ได้แก่ สปาร์ตาและเอเธนส์

นครรัฐสปาร์ตา มีการปกครองแบบทหารนิยม คณะผู้ปกครองมีอำนาจสูงสุดและเด็ดขาด พลเมืองชายทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 20-60 ปี ต้องถูกฝึกฝนให้เป็นทหาร เรียนรู้วิธีการต่อสู้และเอาตัวรอดในสงคราม แม้แต่พลเมืองหญิงก็ยังต้องฝึกให้มีสุขภาพแข็งแรงเพื่อเตรียมเป็นมารดาของทหารที่แข็งแกร่งในอนาคต อนึ่ง พวกสปาร์ตายังต่อต้านความมั่งคั่งฟุ่มเฟือย เพราะเกรงว่าอำนาจของเงินตราจะทำลายระเบียบวินัยทหาร รวมทั้งยังไม่สนับสนุนการค้าขายและการสร้างสรรค์ศิลปกรรมใดๆ การปกครองของพวกสปาร์ตานับเป็นการขัดขวางสิทธิของปัจเจกชน และเป็นต้นกำเนิดของระบอบการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism)

45

นครรัฐเอเธนส์ เป็นต้นกำเนิดของรัฐประชาธิปไตย นครรัฐเอเธนส์ปกครองโดยสภาห้าร้อย ซึ่งได้รับเลือกจากพลเมืองเอเธนส์ที่มีสิทธิออกเสียง สภานี้มีหน้าที่ตรวจสอบร่างกฎหมายและบริหารการปกครอง นอกจากนี้ยังมีสภาราษฎร ซึ่งเป็นที่ประชุมของพลเมืองที่มีสิทธิออกเสียงทุกคนและทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย การที่เอเธนส์ให้สิทธิและเสรีภาพแก่ปัจเจกชน ทำให้เกิดนักคิดและนักปราชญ์ที่เรียกว่าพวกโซฟิสต์ (Sophists) สำนักต่างๆ ในสังคมเอเธนส์ แนวคิดและปรัชญาของนักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่ โซเครติส และเพลโต ยังเป็นหลักปรัชญาของโลกตะวันตกด้วย

2.ความรุ่งเรืองของอารยธรรมกรีก ชาวกรีกได้สร้างสรรค์ความเจริญให้เป็นมรดกแก่ชาวโลกจำนวนมาก ที่สำคัญได้แก่ ความเจริญด้านศิลปกรรม ปรัชญา การศึกษา วรรณกรรมและวิทยาการต่างๆ

ศิลปกรรม ความเจริญด้านศิลปกรรมเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของอารยธรรมกรีกซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของงานศิลปกรรมของโลก ส่วนใหญ่เป็นงานสร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความศรัทธาทางศาสนา โดยสร้างขึ้นเพื่อแสดงความเคารพบูชาและบวงสรวงเทพเจ้าของตน ผลงานที่ได้รับการยกย่องมีจำนวนมากที่สำคัญได้แก่ ด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และศิลปะการแสดง

ด้านสถาปัตยกรรม ชาวเอเธนส์ได้สร้างสรรค์งานด้านสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นให้แก่ชาวโลกจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างอาคารเพื่อกิจกรรมสาธารณะ เช่น วิหาร สนามกีฬา และโรงละคร ความโดดเด่นของงานสถาปัตยกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความใหญ่โตของสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นความงดงามของสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ ตัวอย่างเช่น วิหารพาร์เทนอน (Parthenon) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาอะโครโพลิส (Acropolis) เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีสัดส่วนงดงามทั้งความยาว ความกวว้างและความสูง จัดว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของโลก

522

ด้านประติมากรรม ผลงานด้านประติมากรรมจัดว่าเป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในงานศิลปกรรมของกรีก ชาวกรีกสร้างงานประติมากรรมจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นรูปปั้นเทพเจ้าของกรีก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวกรีกยอมรับและเชื่อมั่นคุณค่าของมนุษย์ ผลงานประติมากรรมจึงดูเป็นธรรมชาติ ลักษณะของสรีระกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคล้ายมนุษย์ที่มีชีวิต ผลงานชิ้นเยี่ยมได้แก่ รูปปั้นเทพเจ้าอะทีนา ที่วิหารพาร์เทนอน และเทพเจ้าซุส ที่วิหารแห่งโอลิมเปีย

563

รูปปั้นเทพเจ้าอะทีนา

02

รูปปั้นเทพเจ้าซุส

ด้านจิตรกรรม ที่ปรากฏอยู่ส่วนใหญ่เป็นลวดลายที่เขียนบนเครื่องปั้นดินเผา เช่น แจกัน คนโท ฯลฯ และจิตรกรรมฝาผนังที่พบในวิหารและกำแพง

ศิลปะการแสดง ชาวกรีกได้คิดค้นศิลปะการแสดงประเภทต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นการจัดแสดงเพื่อเฉลิมฉลองพิธีบวงสรวงเทพเจ้าของตน เช่น ละครกลางแจ้งซึ่งเป็นต้นแบบของการแสดงละครในปัจจุบัน ดนตรีและการละเล่นอื่นๆ

ปรัชญา ความเจริญด้านปรัชญาได้รับการยกย่องว่าเป็นความเจริญรสูงสุดของภูมิปัญญากรีกเช่นเดียวกับความเจริญด้านศิลปกรรม นักปรัชญากรีกที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ได้แก่ โซเครติส เพลโต และอริสโตเติล

โซเครติส (Socrates) เกิดที่นครเอเธนส์ มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 469-399 ก่อนคริสต์ศักราช เขาสอนให้คนใช้เหตุผลและสติปัญญาในการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ วิธีสอนของเขาซึ่งเรียกว่า “Socretic method” ไม่เน้นการท่องจำ แต่ใช้วิธีตั้งคำถามโดยไม่ต้องการคำตอบ แต่ให้ผู้ถูกถามขบคิดปัญหาเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง แม้โซเครติสจะสั่งสอนลูกศิษย์มากมาย แต่ก็ไม่เคยมีผลงานเขียนของตนเอง ดังนั้นปรัชญาและทฤษฎีของเขาที่รู้จักกันสืบมาจึงเป็นผลงานที่ถ่ายทอดโดยลูกศิษย์ของเขา

1

เพลโต (Plato) เป็นศิษย์เอกของโซเครติส เกิดที่นครเอเธนส์ประมาณ 429 ปีก่อนคริสต์ศักราชและเป็นผู้ถ่ายทอดหลักการและความคิดของโซเครติสให้ชาวโลกได้รับรู้ เพลโตได้เปิดโรงเรียนชื่อ “อะแคเดอมี” (Academy) และได้เขียนหนังสือที่สะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับการปกครอง การศึกษา ระบบยุติธรรม ผลงานที่โดนเด่นและทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญาการเมืองสมัยใหม่คือหนังสือชื่อ สาธารณรัฐ (Republic) ซึ่งเสนอแนวคิดในการปกครองประเทศและมีอิทธิพลต่อความคิดทางการเมืองของผู้คนทั่วโลก

85

อริสโตเติล (Aristotle) เป็นทั้งนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ เขาเป็นศิษย์ที่ชาญฉลาดของเพลโตและเคยเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย อริสโตเติลเป็นทั้งปราชญ์และนักวิจัยที่มีความสนใจหลากหลาย นอกจากปรัชญาทางการเมืองแล้ว เขายังสนใจวิทยาการใหม่ๆ อีกมาก เช่น ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ หลักตรรกศาสตร์ วาทกรรม จริยศาสตร์ ฯลฯ ผลงานที่โดดเด่นของเขาคือหนังสือชื่อ การเมือง (Politics) ซึ่งเป็นการวิจัยรูปแบบการปกครองของนครรัฐต่างๆ ถึง 150 แห่ง

14

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s